ศัตรู
กลับหลังหัน และหันหน้าให้กับความว่างเปล่า
ประสาทสัมผัสเบื้องหน้าแสดงภาพดำมืดแม้เรากลอกตาไปมา ในขณะที่ประสาทส่วนอื่นฝืนพลังรับรู้ของตน ขยายวงสังเกตการณ์ออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ลมพัดเสียงดังวูมวาวพาไอเย็นหนาวเหน็บมาจากที่ไกล กิโมโนของข้าพเจ้ากระพือไหวไปตามแรงลม
ข้าพเจ้าจับดาบด้วยมือเพียงข้างเดียว จับกระชับที่ปลายด้ามเกือบสุด ชี้ปลายดาบสู่เบื้องหน้าที่ว่างเปล่า ขยับส้นเท้าด้านขวาให้เกตะหมุนออกไปเพียงเล็กน้อย เท้าซ้ายปล่อยเป็นเท้าตามไปด้านหลัง ย่อเข่าลงเพียงนิดเดียว... ท่าเตรียมพร้อม ประสาทสัมผัสหยุดเคลื่อนไหวจนนิ่งสนิท จิตใจของข้าพเจ้าเริ่มว่างเปล่า ข้าพเจ้าไม่พบความรู้สึกใดๆ
ข้าพเจ้าถอยเท้าขวาไปด้านหลัง ยกแขนขวาขึ้นสูงเสมอมวยผมบนศีรษะ ครุ่นพินิจแรงลมและเสียงของมันที่อยู่ด้านหลัง หุ่นฟางตั้งอยู่ไม่ไกลเกินหนึ่งหมุนตัวและครึ่งช่วงปลายดาบ ยกแขนซ้ายขึ้นอุ้งมือดันด้ามดาบใกล้โกร่ง ข้าพเจ้าทิ้งน้ำหนักลงที่ขาขวาหมุนตัวกลับหลังทั้งร่าง เท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า
ดาบบัดนี้อยู่สูงเหนือศีรษะของข้าพเจ้าตวัดลง ข้อมือขวาที่แน่วแน่พาดาบเฉือนตัดม่านลมด้วยความคมกริบจนถึงตัวหุ่นขาดทแยงเป็นเส้นแทบตั้งฉากกับพื้น ไร้แรงต้านใดๆ ดุจตัดสายลมด้วยสายลม
มีเพียงเสียงฝุบ ที่ข้าพเจ้าได้ยิน กับเสียงท่อนบนของหุ่นฟางหล่นลงถึงพื้นหิมะที่ตามมาในอึดใจ
เสียงกึกเพียงเล็กน้อยเกือบเงียบกริบแว่วเข้าหูข้าพเจ้ามาจากหลังคาบ้านขณะยังไม่ทันแกะผ้าคลุมตาออกและยังอยู่ในท่าจบ! แน่นอน หากไม่ใช่เสียงปลายเท้าของสัตว์ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ มันย่อมแปลความหมายเป็นสิ่งใดไปไม่ได้
มือสังหาร! ข้าพเจ้าคิดในใจ
บัดนั้นจิตใจของข้าพเจ้าก็ระรัวขึ้นดุจไทโกะในงานเทศกาลที่ผ่านมา หากแต่มันไม่ใช่ความยินดีอย่างเดียวกัน ข้าพเจ้าไม่อาจสงบได้อีก จิตใจของข้าพเจ้าสั่นไหวเสียจนกายหยุดนิ่งทว่าสั่นสะท้าน กำหนดลมหายใจของข้าพเจ้าสั่นประดุจหญิงสาวแรกรุ่นกำลังรับรู้สัมผัสถูกต้องร่างกายจากชายหนุ่ม... เอาเถอะ แม้ไม่เคยมีชายใดถูกต้องร่างกายของข้าพเจ้าจริงๆ เลยก็ตาม แต่ในฐานะสตรีเช่นกัน ข้าพเจ้าย่อมเข้าใจได้เองอย่างไม่ยากเย็นอะไร
แต่ที่ยากกว่าคือความรู้สึกต้องการขยับเขยื้อนร่างกายในเวลานี้ ข้าพเจ้าไม่อาจเคลื่อนไหวใดๆ เลย นั่นเพราะข้าพเจ้ากำลังหวั่นเกรงเหลือเกินว่าเขาจะรู้ว่าข้าพเจ้าไม่ใช่บุรุษ แม้กายภายนอกจะแต่งกายดุจซามูไรหนุ่ม แต่หากนี่ไม่ใช่การลอบสังหารพี่ชายของข้าพเจ้า แต่เป็นการศึกสงครามจริงๆ ข้าพเจ้าครุ่นคิด ข้าพเจ้าจะตายแน่นอนหากเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะเอาตัวรอดไปได้อย่างไร?
ไม่มีเสียงขยับกายของฝ่ายตรงข้ามอีก ข้าพเจ้าแน่ใจว่าไม่ได้ยินสิ่งใดอีก แต่หากเวลานี้เขาอยู่เบื้องหลังช้าพเจ้าล่ะ? ก่อนที่เวลาจะหมดไปมากกว่านี้ จิตใจของข้าพเจ้าสั่ง "ปรับกระบวนรบ!" จิตใจของข้าพเจ้าออกคำสั่งอีกครั้ง "ทหาร! จงปรับกระบวนรบ!" ร่างกายของข้าพเจ้าเคร่งครัดหนักแน่นขึ้นครั้งหนึ่ง พลันนึกออกว่าสิ่งใดที่จำเป็นต้องทำในยามนี้ "เมื่อข้าศึกมาเยือนถึงประตู อย่าเสียเวลาลั่นกลองรบ หากทัพยังหลับใหล"
ข้าพเจ้าลืมตาโพลงใต้ผ้าปิดตา ร่างกายขานรับว่าพร้อม สติกลับสู่ร่างกาย ข้าพเจ้าหายใจช้าๆ เพียงหนึ่งเข้าและออก และจัดร่างกาย บัดนี้ยืนตรงทิ้งแขนลงข้างลำตัว ปลายดาบชี้ลงสู่พื้น ใคร่ครวญว่าจากนี้จะขยับรางกายในกระบวนใด... ไม่เสียเวลา! ฉับพลันข้าพเจ้ารับรู้ถึงลมวูบไหวที่แผ่นหลัง มือสังหารอยู่ในระดับพื้นดินแล้ว เสียงสวบแรกลงสู่พื้นหิมะห่างออกไปเพียงห้าช่วงดาบ!
ฝึบ! รองเท้าสานของเขาจมลงในพื้นหิมะ เขาใกล้เข้ามาอีกหนึ่งก้าว ข้าพเจ้าสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้าอย่างช้าๆ... ฝึบ! เขายังคงเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ... ฝึบ! สิ้นเสียงย่ำเท้าที่สามข้าพเจ้าได้ยินเสียงดาบของเขาเคลื่อนตัวเสียดสีผ่านฝักของมัน ข้าพเจ้าก้มตัวลงต่ำทิ้งน้ำหนักลงบนขาซ้าย ย่อเข่าและค้อมตัวลง... ฝึบ! ข้าพเจ้าขยับให้แขนขวาเข้ามาอยู่ภายใต้การบดบังด้วยร่างกายของข้าพเจ้า พ้นจากสายตาของฝ่ายตรงข้าม... ฝึบ! ฝึบ! ฝึบ! เขาวิ่งเข้ามาและห่างจากข้าพเจ้าเพียงสองช่วงดาบ ปลายดาบของข้าพเจ้าสูงพ้นศีรษะขณะค้อมตัวลงจนสุด เท้าขวาที่อยู่ข้างหน้าดีดตัวออก ยึดตัวไว้ด้วยน้ำหนักบนเท้าซ้าย ข้าพเจ้าหมุนตัวกลับหลังในทันที แรงเหวี่ยงจากการหมุนและแรงตวัดดาบส่งเสริมกลมกลืน ถึงเวลานี้ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อมั่นในจิตใจของตัวเองที่คำนวนจนสุดกำลัง หากแรงตวัดนี้ผิดพลาดไปแม้เพียงระยะครึ่งดาบนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแห่งการตัดม่านสายลมของข้าพเจ้า กระนั้นกระบวนดาบตัดสายลมของข้าพเจ้าครั้งนี้นับว่าสมบูรณ์แบบยิ่งยวดแล้ว ข้าพเจ้าภูมิใจอย่างสุดหัวใจจริงๆ
เสียงดาบของข้าพเจ้าดุจวาดผ่านอากาศว่างเปล่า ทว่าข้าพเจ้าไม่มีเวลาจะให้แก่ความลังเลใดๆ กระบวนท่าที่เฉียบคมที่สุดไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดซึ่งศรัทธา ข้าพเจ้ารู้ว่าแรงเหวี่ยงในครั้งนี้มากโขอยู่ ทว่าดาบของข้าพเจ้ากลับลากจนจบกระบวนได้โดยไร้แรงเสียดต้านทานใดๆ ให้รู้สึกว่าข้าพเจ้าได้ลากผ่านสิ่งใดหรือไม่ จนสุดปลาย! จบกระบวนดาบแล้ว!
บัดนี้ ข้าพเจ้าวาดวงจนจบสิ้นกระบวนดาบแล้ว
ข้าพเจ้ายังคงสงบอยู่ในท่าย่อเข่า เท้าซ้ายนำอยู่ข้างหน้าและหันหน้าไปยังฝ่ายตรงข้าม ปลายดาบลากตามแรงเหวี่ยงเป็นวงกลมครบรอบและกลับไปบรรจบอยู่เบื้องหลัง ปลายดาบชี้ลงสู่พื้น ข้าพเจ้าหยุดสงบนิ่งอยู่ในท่านั้นเป็นเวลาหลายลมหายใจ ผิวหนังของข้าพเจ้าตื่นตัวไปหมดทุกส่วนราวกับมันกำลังสำรวจให้ทั่วร่างกายว่าเจอบาดแผลใดบ้างหรือไม่ ขนลุกซู่ขึ้น เมื่อข้าพเจ้าเพิ่งนึกออกว่านับเนื่องตั้งแต่เมื่อครู่ ข้าพเจ้ายังไม่ได้ยินเสียงสิ่งใดๆ ตกถึงพื้นเลย
ข้าพเจ้าตายไปแล้วหรือนี่?
ฉับพลันเท่าความคิด ข้าพเจ้าแทบหมดลม เข่าอ่อนทรุดกายลงบนพื้นหิมะ หัวใจหวิววาบเต้นระส่ำราวกับแตกสลาย ข้าพเจ้าสูดลมหายใจเข้าขาดช่วงสะท้อนเสียงสะอื้นด้วยความเสียดายชีวิต แม้ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดใดๆ เลยแต่มันช่างยากเย็นเหลือเกินเมื่อได้รับรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับตน ถึงตอนนั้นเองข้าพเจ้าได้ยินเสียงหินกระทบพื้นหนักหน่วง แต่ไร้เสียงสะท้อน ฟังดูคล้ายน้ำหนักกายคนทิ้งลงกับพื้นได้ไม่ยาก บางอย่างกระเซ็นติดแก้มของข้าพเจ้าสองสามหยดอย่างเหนอะหนะ พลันตามด้วยลมวูบผ่านหน้าข้าพเจ้าอย่างที่สุด และเสียงตุบตกห่างข้าพเจ้าไปเพียงช่วงเป่าเทียนดับเท่านั้น! มันใกล้เสียจนต้องสะดุ้ง ข้าพเจ้ากระถดถอยและกรีดร้อง น้ำตาพลันพรั่งพรูอย่างหมดอายด้วยสติออกจากร่าง... ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นเด็กหญิงน้อยๆ คนหนึ่งไปเสียแล้ว
ข้าพเจ้าร้องไห้ กลิ่นคาวเลือดแตะจมูกของข้าพเจ้าจากหยดน้ำที่แตะอยู่ข้างแก้ม ข้าพเจ้าปล่อยดาบลงกับพื้น ใช้มือสองข้างเปะปะช่วยกันเลื่อนผ้าปิดตาขึ้นที่หน้าผาก ชายในชุดดำนอนอยู่เบื้องหน้ากลางพื้นหิมะที่กำลังตีวงสีแดงฉาน ดาบของเขาตกอยู่ห่างหัวเข่าของข้าพเจ้าเพียงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น ในบ้านของข้าพเจ้าเริ่มมีเสียงเอะอะวุ่นวาย มีคนจุดตะเกียงและเลื่อนบานประตูวิ่งออกมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังคงร่ำไห้เสียงดังไม่หยุด... พี่ชายของข้าพเจ้าวิ่งออกมาจากบ้าน ตาเบิกโพลงด้วยความตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เขารีบวิ่งตรงมาหาและคุกเข่าลงกอดข้าพเจ้าไว้ พร่ำเรียกชื่อข้าพเจ้า สติจึงค่อยกลับคืนมาอย่างแช่มช้า พลันข้าพเจ้าจึงค่อยจดจำชื่อของตัวเองได้อีกครั้ง เพราะพี่ชายของข้าพเจ้ายังคงไม่หยุดเรียกชื่อข้าพเจ้า ครั้งแล้วครั้งเล่า
"โทโมเอะ... โทโมเอะ... เจ้าปลอดภัยแล้ว... เจ้าปลอดภัยแล้ว โทโมเอะ..."
หมาที่พยายามหัดเขียนหนังสือ
19 มี.ค. 2010 เวลา 22:14 น.